<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-3437028285618129735</id><updated>2012-02-16T15:09:03.712+07:00</updated><title type='text'>พืชที่น่าปลูก</title><subtitle type='html'>ปลูกพืชอะไรที่ขายได้..แล้วขายที่ไหน</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://pumpkingap-pad.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3437028285618129735/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pumpkingap-pad.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>Pad</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07153272264395376125</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SLS0kGexdVI/AAAAAAAAAGI/4yxMhbesnA0/S220/normal_cars_hudson.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>3</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3437028285618129735.post-6809264816694623070</id><published>2008-09-03T00:14:00.003+07:00</published><updated>2008-09-10T23:07:53.216+07:00</updated><title type='text'>ปลูกแคนตาลูป</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SMfwzg7w3kI/AAAAAAAAAMg/VSmyXOumFo0/s1600-h/thumbnailshow163573.jpg"&gt;&lt;img style="float:right; margin:0 0 10px 10px;cursor:pointer; cursor:hand;" src="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SMfwzg7w3kI/AAAAAAAAAMg/VSmyXOumFo0/s200/thumbnailshow163573.jpg" border="0" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5244425058900827714" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://melo-pad.blogspot.com/2008/09/cucumis-melo.html#links"&gt;แคนตาลูปพืชที่น่าปลูก: CUCUMIS MELO#links&lt;/a&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3437028285618129735-6809264816694623070?l=pumpkingap-pad.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pumpkingap-pad.blogspot.com/feeds/6809264816694623070/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3437028285618129735&amp;postID=6809264816694623070' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3437028285618129735/posts/default/6809264816694623070'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3437028285618129735/posts/default/6809264816694623070'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pumpkingap-pad.blogspot.com/2008/09/cucumis-melolinks.html' title='ปลูกแคนตาลูป'/><author><name>Pad</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07153272264395376125</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SLS0kGexdVI/AAAAAAAAAGI/4yxMhbesnA0/S220/normal_cars_hudson.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SMfwzg7w3kI/AAAAAAAAAMg/VSmyXOumFo0/s72-c/thumbnailshow163573.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3437028285618129735.post-8593937082940761072</id><published>2008-09-02T23:13:00.004+07:00</published><updated>2008-09-13T18:13:43.181+07:00</updated><title type='text'>แตงกวาญี่ปุ่น Japanese Cucumber, Suhyo</title><content type='html'>&lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL1n19gEFWI/AAAAAAAAAKc/MXfy2KA6Sqg/s1600-h/japanese+Cu..jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5241459718068901218" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL1n19gEFWI/AAAAAAAAAKc/MXfy2KA6Sqg/s200/japanese+Cu..jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;แตงกวาญี่ปุ่น&lt;/strong&gt; มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cucumis sativas จัดอยู่ในตระกูล &lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.vegetweb.com/%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99HYPERLINKhttp://www.vegetweb.com/category/cucurbitaceae/"&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;Cucurbitaceae&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt; มีถิ่นกำเนิดแถบเอเซียและแอฟริกา เป็นพืชล้มลุก ที่มีลำต้น เป็นเถาเลื้อย มีความยาวตั้งแต่ 40 เซนติเมตรขึ้นไป ลำต้นเป็นเหลี่ยม มีขนปกคลุม ขึ้นอยู่ทั่วไป มีระบบรากเป็นรากแก้ว ใบเป็นใบเดี่ยว มีมุมแหลม ใบมีขนปกคลุม แตงกวามีดอกตัวผู้และตัวเมียในต้นเดียวกัน แต่จะแยกกัน ดังนั้นจึงต้ิองใช้ผึ้ง ช่วยผสมเกสร ดอกตัวผู้จะเกิดเป็นกลุ่ม ส่วนดอกตัวเมีย จะเกิดเดี่ยวๆ ดอกสีเหลือง ดอกตัวเมียมีลักษณะสังเกตคือ คล้ายแตงกวาผลเล็กๆ ตัดกับกลีบดอก ส่วนดอกตัวผู้จะมีเฉพาะก้านดอก&lt;br /&gt;ผลแตงกวาอ่อนมีหนามสั้นๆ เมื่อแก่จะหลุดออก ผิวเป็นร่องหรือปุ่ม ผลมีสีเขียว เนื้อผลหนาฉ่ำน้ำ เนื้อแ่น่น กรอบ ไส้ผลมีขนาดเล็กลักษณะคล้าย Jeiil&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของแตงกวาญี่ปุ่น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;อุณหภูมิ ที่เหมาะสมต่อการปลูกอยู่ระหว่าง 18-24′C ความชื้นในอากาศต่ำ และได้รับแสงอย่างเต็มที่ ตลอดทั้งวัน การปลูกในฤดูหนาว จะใช้เวลานานกว่าการปลูกในฤดูร้อน หากสภาพอากาศร้อนเกินไป จะมีแต่ดอกตัวผู้ ผสมไม่ติด ทำให้ผลผลิตต่ำ&lt;br /&gt;ดิน แตงกวาญี่ปุ่นสามารถเจริญเติบโตได้ในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมคือ ดินร่วนปนทราย ที่มีสภาพเป็นกรดเล็กน้อย pH ที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 5.5-6.5 ดินควรมีอินทรีย์วัตถุสูง การระบายน้ำดี มีความชื้นในดินพอเหมาะ น้ำไม่ขังแฉะ เพราะหากน้ำขังจะทำให้เกิดโรคได้ง่าย อย่างไรก็ตามในช่วงการปลูก ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดฤดูกาลผลิต&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารของแตงกวาญี่ปุ่น&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;แตงกวาญี่ปุ่นมีเอ็นไซม์อีเรพซิน (erepsin) ช่วยย่อยโปรตีนได้ สรรพคุณของแตงกวา ขับปัสสาวะ แก้ไข้ กระหายน้ำ ใบแตงกวาแก้ ท้องเสีย และช่วยลดความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;แตงกวาญี่ปุ่นนิยมรับประทานสด แต่สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น ผัด ต้ม ดอง นึ่ง หรือนำมาคั้นน้ำเป็นเครื่องดื่ม หรือนำมาตกแต่งจานอาหาร&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การปฏิบัติดูแลรักษาแตงกวาญี่ปุ่นในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การเตรียมกล้า&lt;br /&gt;ใส่น้ำให้ท่วมเมล็ด 4 ชั่วโมง และเทน้ำทิ้ง&lt;br /&gt;ผึ่งเมล็ดให้แห้ง&lt;br /&gt;ใส่น้ำอุ่นอุณหภูมิ 50-55′C ให้ท่วมเมล็ด 15 นาที และเทน้ำทิ้ง การเตรียมน้ำอุ่น 55′C ทำได้โดยผสมน้ำร้อนจากกระติก ต้มน้ำไฟฟ้า และน้ำอุณหภูมิห้อง ในอัตรา 3:2 โดยปริมาตร และการเปลี่ยนน้ำอุ่นแช่เมล็ดทุก 5 นาที 3 ครั้ง* อุณหภูมิน้ำร้อนที่วางนอกกระติกลดลงเร็วมาก จึงควรกดน้ำร้อนจากกระติกทันเมื่อต้องการผสม&lt;br /&gt;ผึ่งเมล็ดในที่ร่มให้แห้ง&lt;br /&gt;หยอดเมล็ดในถาดหลุมที่มีวัสดุปลูกเมล็ดละหลุม และให้น้ำสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;พ่นานเคมีป้องกันหนอนชอนใบ(โตกุไธออน) และเชื้อรา(ดูมลัสเอส) 1-2 วันก่อนย้ายปลูก&lt;br /&gt;ย้ายปลูกต้นกล้าเมื่อใบจริงใบที่สองเริ่มคลี่ ประมาณ 10-14 วัน หลังเพาะกล้า การย้ายปลูกต้นกล้าช้าเกินไป พืชจะชงัก การเจริญเติบโต&lt;br /&gt;คัดต้นกล้าที่ถูกเชื้อรา และหนอนชอนใบเข้าทำลาย เนื่องจาก พืชจะชะงักการเจริญเติบโตหลังย้ายปลูก&lt;br /&gt;การเตรียมดิน&lt;br /&gt;พลิกดินลึก 25 ซม. และตากดิน 7-14 วัน เพื่อฆ่าเชื้อโรค ไข่และตัวอ่อนแมลงในดิน&lt;br /&gt;ขึ้นแปลงกว้าง 1 เมตร ตามแนวยาวของโรงเรือน มีทางเดินระหว่างแปลง 0.5 เมตร&lt;br /&gt;คลุมแปลงด้วยพลาสติกบรอนซ์-ดำ และเจาะพลาสติกเป็น วงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง 7 ซม. ห่างเท่ากับระยะปลูก (50×60 ซม.)&lt;br /&gt;วางระบบน้ำ&lt;br /&gt;ให้น้ำจนดินอิ่มตัวที่ระดับความลึก 25 ซม. หลังให้น้ำ 2 วัน ปริมาณน้ำในดินเท่ากับปริมาณน้ำสูงสุดที่ดินสามารถดูดซับได้&lt;br /&gt;การปลูก&lt;br /&gt;ขุดดินตรงรอยเจาะพลาสติก ลึก 10 ซม. และรองก้นหลุม ด้วยปุ๋ยหมัก อัตรา 200 กรัมต่อหลุม&lt;br /&gt;ผสมหัวเชื้อไตรโครเดอมา หัวเชื้อรา Baecilomy Taecilomyces รำและปุ๋ยหมัก อัตรา 1 : 1 : 4 : 10 โดยน้ำหนัก และนำเชื้อที่ผสมแล้ว 3 ช้อนแกง(40 กรัม) คลุกกับปุ๋ยหมักที่รองกันหลุม&lt;br /&gt;ย้ายปลูกต้นกล้า 3 วัน หลังใส่เชื้อไตรโครเดอร์มา* ฤดูฝน มีจิ้งหรีดกัดลำต้น แตงกวาญี่ปุ่นในแปลงปลูก อาจแก้ไขโดยสวมลำต้นด้วยปลอกพลาสติกดำ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การให้ปุ๋ยและน้ำ&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ยและน้ำในระบบ Fertigation&lt;br /&gt;การเตรียมสารละลายปุ๋ย- ปุ๋ยระบบ fertigation แบ่งเป็น 2 ถัง (A และ B)- ถัง A มีสารละลาย 100 ลิตร ประกอบด้วย Ca(NO2)&lt;br /&gt;การผสมปุ๋ยถัง A- ละลาย Ca(NO2) ในน้ำ 60 ลิตรคนให้ละลาย ทิ้งให้ตกตะกอนก่อนกรอง ด้วยผ้าขาวบาง 2 ชั้น- เติมน้ำคนให้ละลาย- ปรับปริมาณน้ำในถังให้ได้ 100 ลิตรถัง B- ละลายปุ๋ยเคมีทั้งหมดในน้ำ 60 ลิตร คนให้ละลาย และปรับปริมาณน้ำในถังให้ได้ 100 ลิตร&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ยและน้ำ- ปริมาณปุ๋ยและน้ำที่ให้แต่ละวัน- การผสมปุ๋ยควรใส่น้ำในถังจ่ายปุ๋ยก่อนแล้ว จึงใส่สารละลายปุ๋ยจากถัง A และ ถัง B เนื่องจากการผสมปุ๋ยจากถัง A และถัง B ทันที จะทำให้ปุ๋ยตกตะกอนไม่เป็นประโยชน์ต่อพืช- ปริมาณปุ๋ยที่ให้จะเพิ่มอัตราการเพิ่มน้ำหนักต้น- ปริมาณน้ำที่ให้จะเพิ่มตามน้ำหนักต้น ควรใช้ถังจ่ายปุ๋ยและน้ำขนาด 200 ลิตร ต่อการปลูกแตงกวา 100 ต้น&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ยและน้ำตามร่อง โดยการปล่อยน้ำตามร่อง 2 วัน/ครั้ง(ตามความเหมาะสม)&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ยเม็ดครั้งที่ 1 หลังจากย้ายปลูก 7-10 วัน ใส่ปุ๋ย 46-0-0 อัตรา 20 กรัม/ต้น โรยห่างจากต้น 10 ซม.ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ย 15-15-15 จำนวน 20 กรัม/ต้น หลังปลูก 17 วันครั้งที่ 3 ใส่ปุ๋ย 13-13-21 จำนวน 25 กรัม/ต้น หลังปลูก 25 วัน&lt;br /&gt;การทำค้าง เมื่อพืชอายุ 10 วัน ควรติดตั้งค้างเพื่อพยุงลำต้นและผล ค้างมีลักษณะเป็นเสาแถวคู่ สูง 3 เมตร ห่าง 50 ซม. แถวคู่ของเสาจะขนานกับความยาวแปลง และอยู่ชิดด้านในของต้นแตงกวาญี่ปุ่น ระยะห่างของเสาแต่ละคู่ขึ้นอยู่กับความแข็งแรง ของเสา จากนั้นขึ้งตาข่ายระหว่างเสาให้ตาข่ายด้านล่างและด้านบนอยู่สูง จากพื้น 5 และ 200 ซม. ตามลำดับ&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การตัดแต่งกิ่ง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;ข้อที่ 1-5 ใช้มือเด็ดกิ่งแขนงทันทีที่ปรากฏ ไม่ควรปล่อยให้กิ่งยาว เนื่องจากกิ่งจะเหนียวและต้องใช้มีดตัด ทำให้เชื้อโรคเข้าทำลายได้ง่าย&lt;br /&gt;ไว้กิ่งแขนงข้อที่ 6-25 และตัดปลายกิ่งแขนงเมื่อกิ่งติดผล 2 ข้อ ตัดกิ่งควรแช่มีดในสาร Na3PO4 ความเข้มข้น 10 PPM.&lt;br /&gt;เด็ดยอดเมื่อพืชมี 25 ข้อ (ยอดสูงจากพื้นแปลง 200 ซม.) ถ้าผลอ่อนมีลักษณะบิดงอ ควรเด็ดทิ้งทันที เนื่องจากจะพัฒนาเป็นผล แตงกวาเกรด U หรือ R ซึ่งราคาต่ำมาก&lt;br /&gt;ตัดแต่งใบเป็นโรคทิ้ง&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การพัฒนาดอกและผล&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;หลังออกดอก 2 และ 4 วัน ดอกจะบานและติดผลตามลำดับ&lt;br /&gt;เก็บเกี่ยวเมื่อผลอายุ 8-10 วัน หลังดอกบาน เพื่อให้ได้ผลแตงกวาญี่ปุ่นเกรด 1 และ 2&lt;br /&gt;อาการขาดธาตุอาหาร การขาดโบรอนทำให้ข้อสั้น ใบย่น และยอดชะงัดการเจริญเติบโต&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;*ข้อควรระวัง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;หลีกเลี่ยงการนำเชื้อเข้าพื้นที่&lt;br /&gt;กำจัดพืชอาศัยของเชื้อโรคโดยเฉพาะไวรัส บริเวณรอบพื้นที่ปลูก เช่น ต้นลำโพง กระทกรก ตำลึง และต้นขี้กา&lt;br /&gt;ใช้เมล็ดปลอดโรค หรือทำให้เมล็ดปลอดโรค โดยการแช่ในน่ำอุ่น 50-55′C 15 นาที ก่อนนำไปเพาะกล้า&lt;br /&gt;ลดปริมาณโรคและแมลงในแปลง&lt;br /&gt;ปลูกพืชหมุนเวียนตัดวงจรแมลง&lt;br /&gt;ขุดดินลึก 25 ซม. และตากดินอย่างน้อย 1 สัปดาห์ก่อนปลูก&lt;br /&gt;ทำความสะอาดเครื่องมือ เช่น มีดที่ใช้ในการตัดแต่งกิ่งโดยแช่ใน Na3PO4 ความเข้มข้น 10 ppm. ก่อนตัดแต่งต้น ใหม่ทุกครั้ง(ใช้มีด 2 ด้ามสลับกัน)&lt;br /&gt;ควรให้ปุ๋ยและน้ำให้พอเพียง ต่อการเจริญเติบโตของพืชตลอดฤดูปลูกจะทำให้พืชสมบูรณ์ แข็งแรง และต้านทานโรค&lt;br /&gt;ตัดแต่งใบที่เป็นโรคทิ้งนอกบริเวณพื้นที่ปลูก&lt;br /&gt;ตัดแต่งใบที่เป็นโรคทิ้งนอกบริเวณพื้นที่ปลูก&lt;br /&gt;ควรเดินตรวงแปลงสม่ำเสมอ เนื่องจากการกำจัดโรคและแมลง เมื่อเริ่มระบาดจะได้ผลดีกว่า เมื่อระบาดรุนแรงมากแล้ว&lt;br /&gt;ใช้สารเคมี ควรมีโปรแรมฉีดพ่นสารเคมีเพื่อป้องกันโรคและแมลง และการใช้ยาควรใช้สลับกัน เพื่อป้องกันการดื้อยา&lt;br /&gt;ใช้พันธุ์ต้านทานโรคและแมลง&lt;br /&gt;โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญของแตงกวาญี่ปุ่นในระยะต่างๆ ของการเจริญเติบโต&lt;br /&gt;ระยะกล้า 7 วัน โรคเหี่ยว, โรคไวรัส, โรครากปม, หนอนชอนใบ,&lt;br /&gt;ระยะย้ายปลูก-ตั้งตัว 7-10 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเหี่ยว, โรคราแป้ง, โรคไวรัส, โรครากปม, หนอนชอนใบ, เพลี้ยไฟ,&lt;br /&gt;ระยะเริ่มติดดอกและการเจริญเติบโต 37-45 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเหี่ยว, โรคราแป้ง, โรคแอนแทรกโนส, โรคไวรัส, โรครากปม, หนอนชอนใบ, เพลี้ยไฟ,&lt;br /&gt;ระยะเก็บเกี่ยว 45-75 วัน โรคราน้ำค้าง, โรคเหี่ยว, โรคราแป้ง, โรคแอนแทรกโนส, โรคไวรัส, โรครากปม, หนอนชอนใบ, เพลี้ยไฟ, แมลงวันแตง,&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span"  style="font-family:'courier new';"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="color: rgb(17, 17, 17); font-family: 'Courier New'; font-size: 53px;"&gt;&lt;span class="Apple-style-span" style="font-size: small;"&gt;http://vegetweb.com/&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3437028285618129735-8593937082940761072?l=pumpkingap-pad.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pumpkingap-pad.blogspot.com/feeds/8593937082940761072/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3437028285618129735&amp;postID=8593937082940761072' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3437028285618129735/posts/default/8593937082940761072'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3437028285618129735/posts/default/8593937082940761072'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pumpkingap-pad.blogspot.com/2008/09/japanese-cucumber-suhyo.html' title='แตงกวาญี่ปุ่น Japanese Cucumber, Suhyo'/><author><name>Pad</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07153272264395376125</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SLS0kGexdVI/AAAAAAAAAGI/4yxMhbesnA0/S220/normal_cars_hudson.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL1n19gEFWI/AAAAAAAAAKc/MXfy2KA6Sqg/s72-c/japanese+Cu..jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-3437028285618129735.post-3679345444460860634</id><published>2008-09-02T19:22:00.001+07:00</published><updated>2008-09-02T23:23:22.789+07:00</updated><title type='text'>Japanese pumpkin ฟักทองญี่ปุ่น</title><content type='html'>&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;a title="Permanent Link: ฟักทองญี่ปุ่น (Japanese Pumpkin)" href="http://www.vegetweb.com/à¸Ÿà¸±à¸à¸—à¸&amp;shy;à¸‡à¸à¸µà¹ˆà¸›à¸¸à¹ˆà¸™-japanese-pumpkin/" rel="bookmark"&gt;ฟักทองญี่ปุ่น (Japanese Pumpkin)&lt;/a&gt;&lt;a title="View all posts in ผักตระกูลแตง Cucurbitaceae" href="http://www.vegetweb.com/category/cucurbitaceae/" rel="category tag"&gt;ผักตระกูลแตง Cucurbitaceae&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt; &lt;a href="http://3.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL06NPBDWYI/AAAAAAAAAKQ/QjHgbvm315c/s1600-h/japanesepumpkin2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5241409540372781442" style="FLOAT: right; MARGIN: 0px 0px 10px 10px; CURSOR: hand" alt="" src="http://3.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL06NPBDWYI/AAAAAAAAAKQ/QjHgbvm315c/s200/japanesepumpkin2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;มีถิ่นกำเนิด&lt;/strong&gt;แถบอเมริกากลาง ภาคเหนือของเม็กซิโก และภาคตะวันตกของ อเมริกาเหนือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cucurbita moschata ปลูกกันแพร่หลาย ในเขตร้อน และเขตแห้งแล้ง เป็นพืชล้มลุก ลำต้นเป็นเถาเลื้อย ตามพื้นดิน ยาว 20-30 ฟุต ลักษณะลำต้นแข็ง เป็นเหลี่ยม มีร่องยาว ใบเป็นรูปห้าเหลี่ยม ขนาดใหญ่ ขอบใบหยักลึก มีขนปกคลุม เนื้อใบหยาบ ก้านใบและดอกมีขนาดเล็ก ผลมีสีเขียว รูปทรงกลมค่อนข้างแบน เนื้อแน่นแข็ง ฟักทองอ่อนเนื้อสีเหลือง เมื่อแก่เนื้อจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเข้ม รสเข้ม เมล็ดแบนรี สีขาวนวล อายุกเก็บเกี่ยว หลังจากย้ายปลูก ประมาณ 110 วัน&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;สภาพแวดล้อมการปลูกฟักทองญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;สภาพอากาศ ฟักทองญี่ปุ่นเจริญได้ดีในสภาพอากาศอบอุ่น มีความชื้นพอเพียง สามารถปลูกได้ในพื้นที่ ที่มีความสูงตั้งแต่ 600 ถึง 1200 เมตร จากระดับน้ำทะเล&lt;br /&gt;อุณหภูมิ โดยทั่วไปอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเพาะกล้าฟักทองญี่ปุ่น อยู่ระหว่าง 21.1-35.0′C ในขณะที่อุณหภูมิที่เหมาะสม ต่อการเจริญเติบโตอยู่ระหว่าง 18-24′C&lt;br /&gt;ดิน ที่เหมาะสมต่อการปลูกฟักทองญี่ปุ่น ควรเป็นดินร่วนซุย มีความสมบูรณ์ หน้าดินลึก และระบายน้ำได้ดี&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;การใช้ประโยชน์และคุณค่าทางอาหารของฟักทองญี่ปุ่น&lt;br /&gt;&lt;/strong&gt;ส่วนของฟักทองญี่ปุ่น ที่สามารถรับประทานได้ เช่น ผล ยอดอ่อน ดอก และเนื้อที่อยู่ในเมล็ด เนื้อฟักทองญี่ปุ่นที่ดี ต้องแน่นและเหนียว สามารถนำผลมาประกอบอาหาร ได้หลายชนิด เช่น แกงเลียง ผัด แกงเผ็ด ต้มจิ้มน้ำพริก หรือต้มน้ำตาลคลุกงา ผสมเกลือป่นเล็กน้อย รับประทานคล้ายขนมหวาน ทำฟักทองแกงบวด สังขยาฟักทอง ฟักทองเชื่อม ดอกฟักทอง และยอดฟักทองนำมาแกงส้ม หรือลวกจิ้มน้ำพริก เมล็ดฟักทองญี่ปุ่นนำมาอบแห้ง กินเนื้อข้างใน&lt;br /&gt;ฟักทองญี่ปุ่น มีคุณค่าทางอาหารสูง เช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม และมีสารเบต้าแคโรทีน ค่อนข้างสูง ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง เมล็ดฟักทองช่วยป้องกันไม่ให้ ต่อมลูกหมากโต ป้องกันและรักษาโรคนิ่วป้องกันโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;div&gt;&lt;a title="japanesepumpkin2.jpg" href="http://www.d-aroi.com/wp-content/uploads/2008/04/japanesepumpkin2.jpg" rel="lytebox[japanese-pumpkin-%e0%b8%9f%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99]"&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;ฟักทอง&lt;/strong&gt;ญี่ปุ่นนึ่ง หรือ หั่นเป็นชิ้น เข้าไมโครเวฟ 2-3 นาที อาหารเช้ามีประโยชน์ สะดวก รวดเร็ว &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ที่สำคัญ “ไม่อ้วน” ฟักทองญี่ปุ่น ผิวเรียบ สีเขียวเข้ม เปลือกบาง ไม่ต้องปอกเปลือกเวลาเอาไป&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ทำอาหาร และใช้ทำอาหารได้เหมือนฟักทองบ้านเรา แต่สิ่งที่ต่างคือ เนื้อแน่น หวาน และเหนียว &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;อีกเมนูที่อร่อยมาก คือ ฟักทองเทมปุระ ขนาดที่เคยกินไม่ใช่เทมปุระสมบูรณ์แบบนะเนี่ย &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;แค่ใช้แป้งชุปทอดธรรมดาแต่อร่อยสุด ๆ ฟักทองมีวิตามินเอ ซี ธาตุเหล็ก และอีกมากมาย &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;รวมทั้งเส้นใย และมีสรรพคุณช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพของตับและไต ลดอาการอักเสบ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;บรรเทาอาการปวด อีกทั้งยังมีฤทธิ์ในการขับพยาธิได้ดี นอกจากนี้เนื้อฟักทองมีสารเบต้าแคโรทีน &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;ที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนสภาพให้กลายเป็นวิตามินเอ จึงเหมาะสำหรับเด็กและผู้ที่รับประทานมังสวิรัติ &lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;เพื่อป้องกันการขาดวิตามินเอจากเนื้อสัตว์&lt;a href="http://www.vegetweb.com/ฟักทองญี่ปุ่น-Japanese-Pumpkin"&gt;&lt;/a&gt;ฟักทองญี่ปุ่น&lt;/span&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL041U9o9mI/AAAAAAAAAJw/-BTRdKuP0CQ/s1600-h/pk3.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5241408030140593762" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL041U9o9mI/AAAAAAAAAJw/-BTRdKuP0CQ/s200/pk3.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL05CNtQIKI/AAAAAAAAAJ4/9pcebDy_aSY/s1600-h/modify+grow+the+plain5.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5241408251531108514" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL05CNtQIKI/AAAAAAAAAJ4/9pcebDy_aSY/s200/modify+grow+the+plain5.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL05ORYrJLI/AAAAAAAAAKA/HTsHGGokB3c/s1600-h/pick+the+produce.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5241408458676970674" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL05ORYrJLI/AAAAAAAAAKA/HTsHGGokB3c/s200/pick+the+produce.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div&gt;&lt;strong&gt;การปฏิบัติดูแลรักษาฟักทองญี่ปุ่นในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การเตรียมกล้า เพาะกล้าฟักทองญี่ปุ่น แบบประณีตในถาดหลุมขนาดใหญ่ ย้ายปลูกเมื่อใบเลี้ยงงอก (อายุ 6-8 วัน) โดยไม่ต้องรอใบจริง&lt;br /&gt;การเตรียมดินปลูกฟักทองญี่ปุ่น โรยปูนขาวอัตรา 0-100 กรัม/ตร.ม. และขุดดิตตากแดด 14 วัน เก็บเศษวัชพืชออกให้สะอาด&lt;br /&gt;การปลูกและดูแลรักษาฟักทองญี่ปุ่น เตรียมดินขึ้นแปลง สูง 25-30 ซม. กว้าง 3 เมตร ขุดหลุมกว้าง 80 และลึก 30 ซม. ห่างกันหลุมละ 100 ซม. ระยะห่างระหว่างแถว 3 เมตร คลุกปุ๋ยคอกอัตรา 1 กก./ต้น ปุ๋ย 12-24-12 อัตรา 30 กรัม/ต้น กลับดินให้เข้ากัน กลบดินเต็มหลุม รดน้ำในหลุมให้ชุ่ม และควรปลูกในเวลาเย็นข้อควรระวัง อย่าย้ายกล้าเมื่ออายุต้นแกเกินไป (ไม่เกิน 10 วัน)&lt;br /&gt;การทำค้าง ควรทำในช่วงฤดูฝน เพื่อลดการเกิดโรคจากเชื้อรา และป้องกันหนูกัดกินผล โดยการทำค้างสูงจากพื้นดินประมาณ 1-1.50 เมตร&lt;br /&gt;การตัดแต่งผล ให้เหลือไว้ 1 ลูก/กิ่ง เพื่อให้ได้ผลที่สมบูรณ์และขนาดตามที่ตลาดต้องการ ในการเก็บผลไว้ ควรตรวจดูให้ละเอียด ว่ามีรอยแผลแมลงเจาะวางไข่ ไว้หรือไม่ ตั้งแต่ผลเล็ก จากนั้นใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หุ้มผลไว้เพื่อป้องกันแมลงเจาะวางไข่&lt;br /&gt;กรณีปลูกแบบเลื้อย ควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ รองผลและห่อผลเพื่อป้องกันแมลงวันทองและสีผิวเสีย&lt;br /&gt;การให้น้ำ ให้น้ำฟักทองญี่ปุ่นตามความเหมาะสม ในช่องแรกให้รดน้ำโดยการใช้สปริงเกอร์&lt;br /&gt;การให้ปุ๋ย ระยะแรกใส่ปุ๋ย 46-0-0 และ 15-0-0 อัตรา 30-35 กรัม/ต้นและ 20 กรัม/ต้น ตามลำดับ ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ย 15-15-15 อัตรา 40 กรัม/ต้น ครั้งที่ 3 ใส่ปุ๋ย 13-13-21 อัตรา 80 กรัม/ต้น&lt;br /&gt;การเก็บเกี่ยว เมื่ออายุ 105-120 วัน หรือผิวมีสีเข้มมันแข็งแรง ขั้วผลจะเป็นสีน้ำตาล และขนาดเล็กลงใช้มีดหรือกรรไกรตัดขั้ว ควรล้างทำความสะอาดผลและทา ปูนแดงที่ขั้วแล้วนำไปผึ่งไว้ในเรือนโรง &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL02uNugJaI/AAAAAAAAAJY/x8JJe-_pw2c/s1600-h/modify+grow+the+plain.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5241405708915713442" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL02uNugJaI/AAAAAAAAAJY/x8JJe-_pw2c/s200/modify+grow+the+plain.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL03cidmq4I/AAAAAAAAAJg/8LrUKnO1w80/s1600-h/modify.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5241406504755964802" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL03cidmq4I/AAAAAAAAAJg/8LrUKnO1w80/s200/modify.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;a href="http://1.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL04VVNwG3I/AAAAAAAAAJo/FvJHsz0VZ7s/s1600-h/foothills+pumpkin+2.jpg"&gt;&lt;img id="BLOGGER_PHOTO_ID_5241407480452356978" style="CURSOR: hand" alt="" src="http://1.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL04VVNwG3I/AAAAAAAAAJo/FvJHsz0VZ7s/s200/foothills+pumpkin+2.jpg" border="0" /&gt;&lt;/a&gt; &lt;/div&gt;&lt;div&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;ข้อควรระวัง&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;การปลูกฟักทองญี่ปุ่นในฤดูแล้ง ควรระวังเพลี้ยไฟเข้าทำลายต้นกล้าระยะการเจริญเตืบโตระยะแรก&lt;br /&gt;ควรดูแลต้นฟักทองในระยะการเจริญเติบโตระยะแรกเป็นพิเศษ&lt;br /&gt;โรคและแมลงศัตรูฟักทองญี่ปุ่นที่สำคัญในระยะต่างๆของการเจริญเติบโต&lt;br /&gt;ระยะกล้า 6-8 วัน เพลี้ยไฟ, แมลงหวี่ขาว,&lt;br /&gt;ระยะย้าย-เจริญเติบโต 8-20 วัน โรคราแป้ง, โรคไวรัส, เพลี้ยไฟ, แมลงหวี่ขาว,&lt;br /&gt;ระยะติดผล 40-80 วัน โรคราแป้ง, โรคไวรัส, เพลี้ยไฟ, แมลงวันแตง, แมลงหวี่ขาว,&lt;br /&gt;ระยะโตเต็มที่ 105-110 วัน โรคราแป้ง, โรคไวรัส, เพลี้ยไฟ, แมลงวันแตง, แมลงหวี่ขาว,&lt;/span&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:Courier New;"&gt;-------------------------------------------------------------------&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-family:courier new;"&gt;&lt;strong&gt;Japanese pumpkin&lt;/strong&gt; is called &lt;span style="color:#ff9900;"&gt;&lt;em&gt;Kabocha&lt;/em&gt;&lt;/span&gt; in Japan. It has a dark green skin, and the color of the inside is orange. Average diameter is about 15-25 cm.&lt;br /&gt;Nutrition : It is rich in beta carotene, with iron, vitamin C, potassium, and smaller traces of calcium, folic acid, and minute amounts of B vitamins.&lt;br /&gt;Japanese pumpkin is cooked in many different ways, For example, Tempura is a popular way to cook. Also, simmering is common. Japanese pumpkin has slightly sweet taste, so it’s suitable for making sweets as well.&lt;br /&gt;ese variety of winter squash. The word kabocha has come to mean a general type of winter squash to many English-speaking qrowers and buyers.&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/3437028285618129735-3679345444460860634?l=pumpkingap-pad.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://pumpkingap-pad.blogspot.com/feeds/3679345444460860634/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=3437028285618129735&amp;postID=3679345444460860634' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3437028285618129735/posts/default/3679345444460860634'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/3437028285618129735/posts/default/3679345444460860634'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://pumpkingap-pad.blogspot.com/2008/09/japanese-pumpkin.html' title='Japanese pumpkin ฟักทองญี่ปุ่น'/><author><name>Pad</name><uri>http://www.blogger.com/profile/07153272264395376125</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='24' src='http://4.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SLS0kGexdVI/AAAAAAAAAGI/4yxMhbesnA0/S220/normal_cars_hudson.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_N5mGzZYc-wk/SL06NPBDWYI/AAAAAAAAAKQ/QjHgbvm315c/s72-c/japanesepumpkin2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
